เปิดใจเจ้าสาวโดนเทงานแต่ง ผูกข้อมือคนเดียว โยนดอกไม้ คนเดียว อุส่าห์เตรียมห้องหอไว้

เปิดใจเจ้าสาวโดนเทงานแต่ง ผูกข้อมือคนเดียว โยนดอกไม้ คนเดียว อุส่าห์เตรียมห้องหอไว้

จากกรณีเจ้าสาวรายหนึ่ง น.ส.ธารารัตน์ ไชยนามน อายุ 33 ปี ได้โพสต์คลิปงานแต่งตัวเอง ลงใน TikTok ขณะที่ญาติผู้ใหญ่กำลังทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ และผูกข้อไม้ข้อมือทั้งน้ำตา โดยไม่ได้มีเจ้าบ่าวอยู่เคียงข้าง พร้อมทั้งติดแคปชั่นตัดพ้อว่า “เคยเห็นแต่ในข่าวเจอกับตัวเองเจ็บโครตๆ

ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 65 โดยงานแต่งดังกล่าวจัดขึ้นที่บ้านหมู่ 12 บ้านโนนเที่ยง ต.นามน อ.นามน จ.กาฬสินธุ์ เป็นการสมรสกันระหว่าง น.ส.ธารารัตน์ ไชยนามน กับนายปิยะราช ที่ไม่ได้มาร่วมงานแต่งของตัวเอง

ล่าสุด วันที่ 24 มิ.ย. 65 ทีมข่าว เดินทางไปยังบ้านของเจ้าสาว น.ส.ธารารัตน์ ก็พาทีมข่าวเดินเข้าไปดูในห้องหอ ที่จัดเอาไว้เพื่ออยู่กินกับเจ้าบ่าวหลังแต่งาน ทั้งยังโชว์การ์ดงานแต่ง และบันทึกประจำวันที่แจ้งกับตำรวจเอาไว้ ในวันที่ถูกเจ้าบ่าวทิ้งงานแต่ง

น.ส.ธารารัตน์ เปิดใจกับทีมข่าวว่า ตนเองไปรู้จักกับ นายปิยะราช เจ้าบ่าว ทางเฟซบุ๊ก เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว พอคุยไปคุยมา นายปิยะราช ดันเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันที่บ้านเกิด จ.กาฬสินธุ์ ก็เลยตกลงปลงใจคบหากัน จนกระทั่งช่วงเดือน ธ.ค. 64 นายปิยะราช ได้ขอตนเองแต่งงาน มีกำหนดจะเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปสู่ขอกับพ่อและแม่ที่ จ.กาฬสินธุ์ ในวันที่ 1 ม.ค. 65

จากนั้นพอถึงกำหนดสู่ขอนายปิยะราชก็ได้พาพ่อแม่มาพูดคุยกับพ่อแม่ของตนเอง ตกลงค่าสินสอดกันเป็นเงินสด 149,999 บาท และทองคำหนัก 2 บาท ซึ่งวันสู่ขอนายปิยะราช ได้ให้ทองคำหนัก 1 บาท เอาไว้เป็นค่ามัดจำ รับปากว่าจะให้ทองอีก 1 บาท พร้อมกับสินสอดในวันแต่งงานคือวันที่ 26 พ.ค. 65 แต่กำหนดแต่งต้องถูกเลื่อนออกไป เป็นวันที่ 18 มิ.ย. 65 เนื่องจากพ่อและแม่ตนเองติด CV19

โดยหลังจากสู่ขอกันเรียบร้อย ตนเองก็ใช้ชีวิตอยู่กับนายปิยะราชที่กรุงเทพฯ ประมาณ 5 เดือน เพื่อรอถึงวันกำหนดแต่งงาน กระทั่ง ใกล้ถึงกำหนดแต่งงาน ตนเองก็ได้เดินทางกลับมาที่ จ.กาฬสินธุ์ เพื่อจัดเตรียมงานแต่งหมดเงินไปกว่า 1 แสนบาท

ค่าการ์ดแต่งงาน 100 ใบ 700 บาท, ค่าดนตรี 16,000 บาท, เช่าชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาว 1,000 บาท, ค่าบายศรี และคนทำพิธี 2,200 บาท, ดอกไม้ 800 บาท, ลูกโป่ง 5,000 บาท, ของชำร่วย 5,000 บาท, ของไหว้ผู้ใหญ่ 5,000 บาท, ช่างแต่งหน้า 1,500 บาท, ค่าอาหาร จ้างคนทำ 27,000 บาท, เครื่องดื่ม 23,000 บาท, ล้มวัว 1 ตัว ราคา 33,500 บาท โดยจัดโต๊ะจีนจำนวน 30 โต๊ะ รวมเป็นเงินทั้งหมด 120,700 บาท

จากนั้นหลังจากตนเองเตรียมงานเสร็จ นายปิยะราชก็เดินทางมาจากกรุงเทพฯ และมานอนที่บ้านตนเอง ในวันที่ 16-17 มิ.ย. กระทั่งช่วง ก่อนแต่ง 1 วัน ตนเองก็พยายามถามกับนายปิยะราชว่าเงินพร้อมหรือไม่ มีอะไรบอกกันนะ นายปิยะราชก็ยืนยันว่าเงินพร้อม ไม่มีปัญหา และก็ขอกลับบ้านไปคุยกับพ่อแม่ของเขาว่าจะแห่ขันหมากมาอย่างไรบ้าง ในช่วงเช้าตามกำหนดในเวลา 09.09 น.

จนกระทั่งช่วงประมาณ 08.00 น. เช้าของวันแต่งงาน แม่ของนายปิยะราชก็พาญาติมาที่บ้านขอคุยกับพ่อตนเองว่าตอนนี้เงินไม่พอ เอาไปก่อน 15,000 บาทได้ไหม ยอมรับว่าตกใจมาก ในตอนนั้นไม่คิดว่าคำที่นายปิยะราชบอกว่าเงินพร้อมแล้วจะมาเบี้ยวก่อนเวลาแต่งงาน หลังจากนั้นเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง แม่ของนายปิยะราชก็กลับออกไปจากบ้าน ทั้งที่แขกที่มาร่วมงานมากันเต็มไปหมด แต่ถึงเวลา 09.09 น. ขันหมากก็ไม่มา จนตนเองต้องทักแชตไปหานายปิยะราช แต่นายปิยะราชอ่านแล้วไม่ตอบ

ตนยอมรับว่าเสียใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่เห็นในคลิปว่าต้องทำพิธีบายศรีผูกข้อไม้ข้อมือคนเดียว โยนดอกไม้ ขึ้นไปร้องเพลง เนื่องจาก ตนเองอยากจะให้งานเดินต่อให้จบ ซึ่งตั้งแต่งานวิวาห์ล่ม ทางเจ้าบ่าวไม่เคยมาติดต่อขอโทษหรือจะมาชดใช้เงินที่ตนเองจัดงานไปแต่อย่างใด ทำให้ตนเองต้องไปลงบันทึกประจำวันเอาไว้กับตำรวจ เพราะอยากได้เงินคืน แล้วไม่เอาแล้วผัวคนนี้ อย่างไรก็ตาม หากนายปิยะราชฟังอยู่ ก็อยากจะถามว่าทำไมถึงทำกับตนเองได้ถึงขนาดนี้ ไม่มีเงิน เงินไม่พอ ทำไมไม่บอกกันตรง ๆ หมดคำจะพูด ไม่คิดว่าข่าวที่เคยดูจะมาเกิดกับตัวเอง

ด้านนายมานิตย์ และนางวิไล ไชยนามน พ่อกับแม่เจ้าสาว บอกว่า ตอนแรกไม่รู้ว่าลูกสาวไปคบกับนายปิยะราชตอนไหน กระทั่งสังเกตเห็นว่าลูกสาวคุยโทรศัพท์บ่อย จึงได้รู้ว่าลูกสาวคบหากับนายปิยะราช ที่เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน พ่อของนายปิยะราชก็เป็นเพื่อนเรียนมาด้วยกันกับตน ก็เลยไว้ใจให้ลูกสาวคบหากับนายปิยะราช จากนั้นด้วยความเป็นห่วงลูกสาวก็เลยถามกับลูกสาวไปว่า ตกลงจะคบหากับนายปิยะราชจริงจังหรือคบเล่น ซึ่งลูกสาวก็ยืนยันว่าคบจริงจัง เพราะทั้งคู่รักกัน เนื่องจากที่ผ่านมานายปิยะราช ดูแลช่วยเหลือลูกสาวมาโดยตลอด

จนกระทั่งช่วงปลายปีที่ผ่านมา นายปิยะราชได้โทรศัพท์มาหาพ่อกับแม่ บอกว่า ผมรักลูกสาวพ่อกับแม่ ผมต้องการจะแต่งงาน พ่อกับแม่จะเรียกสินสอดเท่าไร ผมก็จะแต่ง ซึ่งตอนนั้นเห็นว่าลูกสาวก็อายุเยอะแล้ว เลยบอกกับนายปิยะราชไปว่าถ้าอยากแต่งก็ให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอ เอาแบบบ้าน ๆ ง่าย ๆ ไม่ต้องจัดงานแต่งก็ได้ แต่นายปิยะราชก็บอกว่าไม่ได้ ต้องจัดงานแต่งให้ลูกสาวแม่ เพราะทั้งชีวิตไม่เคยจัดงาน กระทั่งมีการนัดหมายสู่ขอกันในวันที่ 1 ม.ค. 65 และตกลงค่าสินสอดกันที่ 149,999 บาท กับทอง 2 บาท และมีพิธีสู่ขอกันตามในคลิป

จากนั้น พอถึงกำหนดวันแต่งคือ 26 พ.ค. 65 ตนเองจำเป็นต้องเลื่อนงานแต่งออกไป เนื่องจากติด CV19 และได้ตกลงกำหนดใหม่ ในวันที่ 18 มิ.ย. 65 แต่พอถึงวันแต่งแม่ของนายปิยะราชดันมาหาที่บ้านพร้อมบอกว่าไม่มีเงินสินสอดตามที่เรียก มีเงินแค่ 15,0000 บาท ตนเองก็บอกว่าถ้ามีเงินแค่ 15,000 บาทไม่เอา เอากลับไปถ้ามี 80,000-100,000 ค่อยมาคุยกัน ขาดเท่าไรค่อยว่ากัน ทองไม่มีก็ไม่เป็นไร หลังจากนั้นทางครอบครัวนายปิยะราชก็เดินออกไปจากบ้านพร้อมทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้าอยากได้เงินก็ไปฟ้องศาลเอา ไม่กลัวติดคุ ก

ตนยอมรับว่า ไม่เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เสียความรู้สึกและสงสารลูกว่าทำไมคนที่รู้จักกันถึงมาทำแบบนี้ ที่จัดงานแต่งให้ลูก ก็เพราะอยากจะให้ลูกมีหน้ามีตาเหมือนคนอื่น ไม่ได้หวังกำไรจากการแต่งงาน เนื่องจากทางครอบครัวก็มีฐานะอยู่แล้ว ยืนยันว่าไม่เคยพูดว่าถ้าไม่มีเงิน 2 แสนมาให้ไม่ต้องยกขันหมากมา ตามคำกล่าวอ้างของนายปิยะราช และขอบอกตรงนี้ว่าหลังจากนี้ไม่ต้องมาขอโทษหรือมาพูดคุยอะไรทั้งนั้น วันแต่งงานหากนายปิยะราชเป็นลูกผู้ชายเดินมาบอกกันตรง ๆ ว่าผมรักลูกสาวพ่อ ผมรักลูกสาวแม่ แต่เงินไม่พอ พูดกันตรง ๆ ตนเองและครอบครัวจะไม่เอาเงินสินสอดสักบาท

ซึ่งตอนนี้ทางครอบครัวทำได้แค่คอยให้กำลังใจลูกสาว ถ้าหากนายปิยะราชฟังอยู่ อยากจะทวงถามถึงคำพูดที่บอกว่า “ผมรักน้อง ผมรักจริงหวังแต่ง ผมสัญญาจะดูแลลูกแม่ให้ดีที่สุด” ตอนนี้แจ้งความเอาไว้แล้ว หากมีเงินมาเคลียร์ก็จะถอนแจ้งความ และขอยืนยันว่า จะไม่ขอเอาลูกเขยคนนี้อีกแล้ว

ทีมข่าว เดินทางไปที่อู่เคาะพ่นสีรถแห่งหนึ่ง ย่านบางบอน กรุงเทพมหานคร ที่ทำงานของนายแฮ็ก อายุ 34 ปี เจ้าบ่าวหนีงานแต่ง เปิดใจว่า หลังจากที่ฝ่ายหญิงออกมาให้ข้อมูลว่าตนเองหนีงานแต่งและไม่หอบสินสอดไปแต่งงานตามวันเวลาที่นัดหมายนั้น ขอยืนยันว่าตนเองไม่ได้มีงานแต่ง แต่มันเกิดจากการสื่อสารและความเข้าใจผิดกัน ที่มีการตกลงเรื่องสินสอดตั้งแต่แรก โดยก่อนหน้านี้ มีงานหมั้นหมายเกิดขึ้นเมื่อช่วงวันที่ 2 ม.ค. โดยในงานหมั้นได้มีการนำสร้อยคอ 1 บาทไปหมั่นหมาย มีการตกลงกัน ให้ตนเองเตรียมเงินสินสอดจำนวน 1 แสน 4 หมื่นบาท ไปเป็นเงินสินสอดวันแต่งงาน

จากนั้นก็ให้ตนเองกับฝ่ายหญิงกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ เพื่อที่จะช่วยกันหาเงินเป็นค่าสินสอดเพิ่มเติม และเป็นเงินสำหรับฉุกเฉินกรณีการจัดงานแต่ง จนกระทั่งฝ่ายหญิงได้กำหนดฤกษ์แต่งงาน เป็นวันที่ 26 พ.ค. ซึ่งในวันนั้นก็มีการเตรียมเงินได้แล้วจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นไปตามที่มีการเรียกเอาไว้ตั้งแต่แรกคือ 1 แสน 4 หมื่นบาท ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นทั้งเงินที่เป็นเงินตนเองหาจากการทำงาน เป็นเงินจากพ่อแม่ และเป็นเงินที่หยิบยืมจากญาติพี่น้องบางส่วน แต่ก่อนที่จะถึงวันงาน 1 วัน คือ 25 พ.ค. ปรากฏว่าฝ่ายหญิง ซึ่งติด CV19 จึงได้มีการเลื่อนงานแต่งออกไปก่อน และในวันนั้นแม้ว่าจะมีการเตรียมเงินสินสอดเอาไว้ตามจำนวนแล้วก็ตาม แต่ก็มีเงินบางส่วนที่มีการหยิบยืมจากญาติพี่น้อง ประมาณ 60,000 บาท ครอบครัวก็ได้นำไปคืนก่อนเพราะยังไม่มีกำหนดจัดงานแต่งครั้งถัดไป จึงได้จัดกำหนดงานแต่งใหม่เป็นวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา ถึงกำหนดวันนั้นแล้ว ก็มีเงินเพียงพอตามจำนวน ไม่ต้องหยิบยืมใคร

เมื่อถึงวันแต่งงาน ตนเองเดินทางกลับจากกรุงเทพฯ เพื่อกลับไปยังบ้านเกิดใน จ.กาฬสินธุ์ ก่อนล่วงหน้า โดยเดินทางไปถึงตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย. ซึ่งต่างฝ่ายต่างจัดเตรียมสถานที่ เพราะมีการจัดงาน 2 บ้าน บ้านตนเองก็มีการจัดเตรียมเต็นท์และดนตรี สำหรับฝ่ายบ้านของเจ้าบ่าว และส่วนของเจ้าสาวก็มีการจัดเตรียมเต็นท์และดนตรีอีกเช่นเดียว ซึ่งในช่วงนั้นก็ต่างคนต่างแยกกันจัดงานไม่ได้มาเจอกัน แต่ตนเองก็มีหลักฐานซึ่งเป็นเสียงวอยซ์ ส่งมาทางข้อความไลน์ เพื่อที่จะชักชวนให้ตนเองไปเจอ โดยฝั่งว่าที่เจ้าสาว อ้างว่าพี่กลับมากาฬสินธุ์ทำไมไม่ยอมบอกหนู มาหาหนูก่อนได้ไหม แต่ตนเองก็ไม่ได้ไปเจอว่าที่เจ้าสาว คุยกันแต่ทางโทรศัพท์และข้อความไลน์ เนื่องจากชาวบ้านถือกันว่าก่อนแต่งงานจะต้องอยู่คนละที่

เมื่อถึงวันกำหนด รุ่งเช้าตนเองก็แต่งชุดเจ้าบ่าว พร้อมทั้งเตรียมขันหมากเพื่อจะไปที่งานแต่งบ้านว่าที่เจ้าสาว ช่วงระหว่างที่ตนเองกำลังเตรียมความพร้อม ตัวพ่อและแม่ในฐานะที่รู้จักกัน ซึ่งภาษาอีสานเรียกว่ “เซี่ยว” หมายถึงเพื่อน จึงได้เดินทางไปที่ฝั่งบ้านของว่าที่เจ้าสาว เพื่อที่จะไปยืนยันอีกครั้งก่อนที่จะยกขันหมากไป ปรากฏว่าการเดินทางไปในวันนั้น มีการเปลี่ยนข้อตกลงกันกะทันหัน โดยพ่อและแม่ของว่าที่เจ้าสาว ได้มีการเปลี่ยนตัวเลขของเงินสินสอด จาก 1 แสน 4 หมื่นบาท ไปเป็น 2 แสน กับทอง 2 บาท ซึ่งขันหมากก็กำลังจะยกไปที่งานฝั่งบ้านเจ้าสาวอยู่แล้ว ทำให้ไม่สามารถที่จะหาสินสอดได้ทันในช่วงเวลานั้น มีการพูดคุยกันในฐานะที่เป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว ให้มีงานแต่งเกิดขึ้นแล้วค่อยหาเงินมาเติมเพิ่มกันภายหลัง แต่ฝั่งของเจ้าสาวยืนการแข็งว่าถ้าไม่มีก็ไม่ต้องยกขันหมากมา ไม่ต้องแต่ง ทำให้พ่อและแม่ของตนเองเดินทางกลับ ประกอบกับว่าที่เจ้าสาวก็ยังมีการพูดดูถูกคนในครอบครัวของตนเอง ภาษาอีสานพูดว่า หย่าม ฝ่ายว่าที่เจ้าสาวอ้างว่าหากไม่มาแต่งไม่เอาเงินมาให้ตามที่เรียกร้อง จะฟ้องสื่อทุกสำนัก ตนเองก็เลยไม่แปลกใจที่วันนี้ทีมข่าวเดินทางมาหาตนเองที่อู่ซ่อมรถ และตนเองก็ไม่ได้กังวลหรือคิดจะหนี ความจริงก็คือความจริง

แต่ในทางกลับกันตนเองรู้สึกเสียใจและรู้สึกช้ำใจมากกว่า เพราะที่ผ่านมาตนเองทุ่มเทเต็มที่ อยากจะสร้างครอบครัว แต่ต้องมาจบลงเพราะเรื่องแบบนี้ เพราะผู้หญิงไม่เคยเห็นหัวใจของตนเอง เห็นแต่เงินและผลประโยชน์ ตนเองก็รู้สึกเสียใจไม่น้อยที่มาเจอเหตุการณ์แบบนี้ เพราะเป็นคำพูดที่จุกอยู่ในใจ ไม่สามารถที่จะระบายออกมาได้ รักเขามาก แต่เขาไม่สนใจ

ส่วนตัวยืนยันว่าทุกคำพูดและทุกการกระทำมีหลักฐาน ไม่ได้มีความกังวลใจ และไม่ได้คิดมากต่อกระแสสังคมที่โจมตีว่าตนเองหนีงานแต่ง แต่อย่าลืมว่าฝ่ายหญิงน่าจะรู้ดีว่าช่วงที่ครอบครัวใครช่วยกันหาเงินเติมสำหรับค่าสินสอดหรือแม้แต่เตรียมเอาไว้สำหรับงานแต่ง ตนเองมีการโอนเงินเดือนทุกเดือนให้กับฝ่ายหญิงเก็บเอาไว้ รวมเบ็ดเสร็จก็ไม่ต่ำกว่า 70,000 บาท และสำหรับค่าเต็นท์และค่าจัดงานบางส่วน ฝ่ายหญิงก็มาขอจากตนเอง ที่สำคัญในวันที่ตนเองกลับมาจาก จ.กาฬสินธุ์ งานแต่งไม่มีเกิดขึ้น ตนเองยังให้เงินไปอีกตั้ง 15,000 บาท ฉะนั้นให้คิดว่าอะไรคือคำว่าไม่อยากแต่งงาน และอะไรคือคำว่าไม่มีเงิน แต่มันคือการย้อนกลับไปในเรื่องของการเปลี่ยนคำพูดเกี่ยวกับตัวเลขของสินสอดใช่หรือไม่

หลังจากนายปิยะราชให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่า ก่อนวันแต่งเป็นคนโอนเงินค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด น.ส.ธารารัตน์ งัดหลังฐานการรับโอนเงินส่งมาให้ทีมข่าว ระบุว่าที่ผ่านมาก่อนแต่งงาน นายปิยะราชโอนเงิน 5 ครั้งเท่านั้น คือวันที่ 14 พ.ค. จำนวน 5,000 บาท วันที่ 28 พ.ค.จำนวน 500 บาท วันที่ 4 มิ.ย. จำนวน 300 บาท วันที่ 7 มิ.ย. จำนวน 600 บาท และวันที่ 14 มิ.ย. จำนวน 1,000 บาท ซึ่งเงินดังกล่าวนายปิยะราชก็ไม่ได้บอกว่าเป็นค่าอะไรในงานแต่ง บอกเพียงว่าเงินที่โอนให้เป็นเงินที่ให้ใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น ตามภาษาคนที่กำลังจะเป็นผัวเมียกัน

ขอบคุณ ทุบโต๊ะข่าวอัมรินทร์ทีวี

Leave a Reply

Your email address will not be published.